สถานที่เที่ยวชมแสงโอโรร่า 6 ประเทศ ที่คุณห้ามพลาด
เนื้อหานี้เผยแพร่เมื่อพฤศจิกายน 2563 ข้อมูลบางส่วนอาจเปลี่ยนไปแล้ว โปรดตรวจสอบก่อนเดินทาง · Published in November 2020; details may have changed.
สถานที่เที่ยวชมแสงโอโรร่า 6 ประเทศ ที่คุณห้ามพลาด ต้องบอกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่คุณจะต้องทำใจว่ามันอาจจะคลาดเคลื่อนได้ในช่วงที่คุณเดินทางไปได้ ซึ่งอาจจะมีสภาพอากาศที่ไม่คาดคิดมาบดบังสภาพท้องฟ้าที่ควรจะต้องโล่ง ๆ เคลียร์ ที่เราสมารถจะจับต้องได้ด้วยตาเปล่า และควรจะต้องเตรียมกล้องถ่ายรูปที่มีคุณสมบัติ ในการถ่ายในสภาวะแสงน้อย หรือเปิดรูรับแสงให้มากขึ้นนั้นเอง เพื่อให้ได้แสง ออโรร่าติดมา และอย่าลืม ขาตั้งกล้อง ด้วยจะเป็นการดี เพื่อให้ได้ภาพสวยๆ ไหนๆอุตสาห์ทดหนาวกับสภาพอากาศ และจากบ้านมาเสียตั้งไกล ก็ต้องวางแผนกันให้ดีครับ เอาละเรามาดูกันว่าในโลกของการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อชมแสงออโรร่านี้ ควรไปที่ไหนดีที่จะไม่พลาดท่า? และเราขอแนะนำให้คุณได้รับข้อมูลเพื่อการวางแผนท่องเที่ยวของคุณ
1.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศไอซ์แลนด์
ต้องบอกเลยว่าคำคุ้นหูที่ได้ยินกันบ่อยๆ กับคำว่า “แสงเหนือไอซ์แลนด์” เพราะไอซ์แลนด์เป็นประเทศตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่เหล่านักล่าแสงเหนือหรือแสงออโรร่าไม่ควรพลาด ประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและไร้มลพิษแห่งนี้ เป็นเสมือนจุดยุทธศาสตร์ในการชมแสงเหนือคุณสามารถเห็นแสงเหนือไอซ์แลนด์ได้โดยไม่ต้องขับรถไปไกลจากเมืองหลวง Reykjavik หรือใครเลือกที่จะอยู่ชมแสงเหนือในตัวเมืองก็เป็นไปได้ แต่จะไม่ชัดมากนัก เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีแสงสว่างของไฟฟ้าในเมือง ที่ทำให้ความมืดมันน้อยลงในชั้นอากาศ
นอกจากเมืองหลวง Reykjavik แล้ว ทางตะวันตกของประเทศบริเวณภูเขา Kirkjufell ซึ่งห่างจากตัวเมืองหลวงประมาณ 2 -3 ชั่วโมง ทางตอนเหนือของประเทศบริเวณ Westfjords และทางตอนใต้ของประเทศไอซ์แลนด์บริเวณ JökulsárlönGlacier Lagoon ซึ่งห่างจากตัวเมืองหลวงใช้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ก็ถือเป็นจุดชมแสงเหนือที่สวยงามอีกด้วย แต่จริง ๆ แล้วไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่คุณจะมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้จากในทุก ๆ ที่ถ้าสภาพอากาศและค่า Auroral Activity อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ใครสนใจจะไปชมแสงเหนือไอซ์แลนด์ก็สามารถเช็คพยากรณ์แสงเหนือได้ที่นี่นะครับ Click!
การเดินทางอย่างไร?
การเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่ Keflavik International Airport จากนั้นนั่งแท็กซี่หรือนั่งรถบัส Airport Express เข้าตัวเมือง Reykjavik ใช้เวลาประมาณ 35-45 นาที สำหรับการเดินทางไปส่วนต่าง ๆ ของประเทศไอซ์แลนด์แนะนำให้เช่ารถขับหรือซื้อทัวร์
ช่วงไหนดี ที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ใน ไอซ์แลนด์?
ระหว่างเดือนกันยายนถึงกลางเดือนเมษายน จะเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด
2. ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศสวีเดน
ประเทศสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศจุดหมายปลายทางสำหรับนักล่าแสงเหนือทางตอนเหนือสุดของประเทศ หรือ Lapland ของประเทศสวีเดนนั้น เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการชมแสงเหนือหรือแสงออโรร่าแบบตระการตา โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบที่สวยงาม สถานที่สำหรับชมแสงเหนือที่มีชื่อเสียงของประเทศสวีเดนมีอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่น Aurora Sky Station สถานีชมแสงเหนือในอุทยานแห่งชาติอบิสโก Abisko National Park ที่นี่คุณจะต้องขึ้นกระเช้าไปยังตัวสถานีด้านบนภูเขา Abisko National Park มีความโดดเด่นในเรื่องท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้มากเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ยังมี หมู่บ้าน Porjus หมู่บ้านริมทะเลสาบ Stoma Lulevatten และ หุบเขา Torne ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมน้ำแข็ง Ice Hotel ที่มีชื่อเสียงไว้เป็นตัวเลือกในการชมแสงเหนือที่มีชื่อเสียงอีกด้วยโดยคุณสามารถเช็คพยากรณ์ค่า Auroral Activity ของประเทศสวีเดนได้ที่นี่ Click!
การเดินทางชมแสงออโรร่า ที่สวีเดน
การเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศสวีเดนที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Stockholm Arlanda Airport แล้วใช้บริการสายการบินภายในประเทศจาก Stockholm Arlanda Airport ไปลงที่ Kiruna Airport ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
1) จากตัวเมือง Kirunaไปที่อุทยานแห่งชาติอบิสโก Abisko National Park ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงโดยรถบัส
2) จากตัวเมือง Kirunaไป Jukkasjärvi ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงโดยรถบัส
3) จากตัวเมือง Kirunaไปหมู่บ้าน Porjus ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงครึ่งโดยรถบัส
ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่สวีเดน
ระหว่างเดือนกันยายนถึงปลายเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด
3.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศนอร์เวย์
ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของสวีเดน ที่เป็นจุดชมแสงเหนืออันสวยงามไม่แพ้กัน บริเวณทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ หรือ Lapland เป็นพื้นที่ยอดนิยมในการเดินทางไปชมแสงเหนือ สถานที่ยอดนิยมจะอยู่ที่เมืองทรอมโซ Tromsøเมืองท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ตรงกลางของวงแหวนออโรร่า ( Aurora Oval ) บวกกับอากาศที่ดี ไร้มลพิษทำให้มีโอกาสที่จะได้เห็นแสงเหนือค่อนข้างสูงนอกจากเมืองทรอมโซแล้ว อีกที่หนึ่งที่นักล่าแสงเหนือไม่ควรพลาดก็คือ Lofoten Islands หมู่บ้านสวย ๆ ล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเล
นอกจากจะเป็นจุดชมแสงเหนือแบบเอกซ์คลูซีฟแล้ว ยังมีฉากหลังเป็นหมู่บ้านสวย ๆ อีกด้วยใครจะไปชมแสงเหนือฟิน ๆ ที่นอร์เวย์ก็สามารถเช็คพยากรณ์แสงเหนือเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ที่นี่นะครับ Click!
การเดินทางอย่างไร?
การเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Oslo Airport แล้วใช้บริการสายการบินภายในประเทศจากออสโลไปที่สนามบิน Tromsø Airport เพื่อชมแสงเหนือที่เมืองทรอมโซ หรือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Bodø Airport แล้วต่อรถบัสไป Lofoten Islands เพื่อชมแสงเหนือที่ Lofoten Islands
ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่นอรเวย์
ระหว่างช่วงปลายเดือนกันยายนถึงปลายเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด
4.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศฟินแลนด์
อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดสำหรับนักล่าแสงเหนือตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์หรือ Lapland เป็นสถานที่ที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้สูง จุดชมแสงเหนือยอดนิยมของ Lapland ได้แก่ Sodankylä สถานที่ตั้งของ Finland’s National Observatory of Northern Lights ทะเลสาบ Inari
หรือ Inari Lake ทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สามของฟินแลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่ต้องปักหมุด รวมถึงอุทยานแห่งชาติ Luosto และ Oulanka ก็เป็นอีกสถานที่ที่ไร้แสงอื่น ๆ รบกวน ทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้แบบฟิน ๆ มากขึ้น
การเดินทางอย่างไร เพื่อไปชมแสงออโรร่า ในฟินแลนด์
การเดินทางไปทาง Lapland ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบิน Helsinki Airport แล้วต่อเครื่องบินภายในประเทศไป Lapland Airport ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่ฟินแลนด์
ระหว่างช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนเมษายน จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด
5.ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศรัสเซีย
สำหรับคนไทยได้เฮ! ไหลไปเที่ยวดูแสงเหนือที่รัสเซียกันมากเป็นประวัติการณ์ ประเทศหนึ่งเดียวที่เราสามารถไปดูแสงเหนือได้แบบไม่ต้องขอวีซ่าคือประเทศรัสเซีย และแสงเหนือที่นี่ก็สวยงามตระการตาไม่แพ้ที่ไหน ๆ เลย เมืองที่เป็นสถานที่ยอดนิยมคือ Murmansk (เมอร์มานสค์) เมืองทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นเหมือนประตูสู่การชมแสงเหนือของประเทศรัสเซีย นอกจากจะได้ชมแสงเหนือที่สวยงามแล้ว ยังจะได้สัมผัสวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวเมืองรัสเซียที่นี่อีกด้วย
จาก Murmansk (เมอร์มานสค์) ไปทางใต้จะมีเมืองที่เรียกว่า Severodvinsk ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุณสามารถเห็นแสงเหนือได้ชนิดที่คนพื้นเมืองบอกว่าไม่ต้องขับรถออกจากตัวเมืองเลยทีเดียว ใครอยากไปชมแสงเหนือแบบฟิน ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องขอวีซ่า ก็ต้องที่รัสเซียนี่ล่ะ
การเดินทางไปชม แสงเหนือ ที่รัสเซีย เมืองเมอร์มานสค์
การเดินทางไปทาง Murmansk ที่สะดวกสบายที่สุดคือนั่งเครื่องบินไปลงที่รัสเซียสนามบิน Sheremetyeveo International Airport แล้วต่อเครื่องบินภายในประเทศไป Murmansk Airport ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง
ช่วงที่เหมาะสมในการชมแสงออโรร่า ที่รัสเซีย
ระหว่างช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งในเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือหรือแสงออโรร่าสูงมากที่สุด
6. ชมแสงออโรร่า ที่ ประเทศออสเตรเลีย
นอกจากปรากฎการณ์แสงเหนือแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่คล้าย ๆ กันคือแสงใต้ หรือ Aurora Australia ซึ่งจะปรากฏขึ้นที่ Tasmania รัฐทางตอนใต้ของออสเตรเลียอีกด้วย แสงใต้ที่นี่จะเห็นได้ตลอดปี ถ้าท้องฟ้าปลอดโปร่ง และมีค่า Aurora Activity ที่สูง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายนมักจะเป็นเดือนที่สังเกตเห็นแสงใต้ในรัฐ Tasmania ประเทศออสเตรเลียได้สวยงามและชัดเจนที่สุดจากทุกมุมเลยทีเดียว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจนะคะ เพราะการเดินทางจากประเทศไทยไปรัฐ Tasmania ก็สะดวกสบาย สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่ Hobart International Airport ได้เลย
การเดินทางชม ออโรร่า ที่ ออสเตรเลีย
เพราะการเดินทางจากประเทศไทยไปรัฐ Tasmania ก็สะดวกสบาย สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่ Hobart International Airport ได้เลย
ช่วงที่เหมาะสม ในการเที่ยวชม ออโรร่า ที่ ออสเตรเลีย
ช่วงเดือนกันยายน
สรุปว่า สถานที่เที่ยวชมแสงโอโรร่า 6 ประเทศ ที่คุณห้ามพลาด
ส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นการชมในแถบขั้วโลกเหนือ โดยเฉพาะในบริเวณแถบแสกนดิเนเวีย และประเทศใกล้เคียง โดยภาพรวมประเทศเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะท่องเที่ยวชมแสงออโรร่าอย่างเดียว แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยว ที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ที่ทำให้การท่องเที่ยวแถบนี้ได้รับความนิยม และหาประสบการณ์ท่องเที่ยวในกิจกรรมต่างๆ ในประเทศแถบนี้ ส่วนทางด้าน ใต้ ก็จะเป็นเมือง โฮบาท ในเกาะแทสมาเนีย ก็เป็นส่วนที่น่าสนใจ ในการเดินทางในย่านนี้ พร้อมกับเที่ยวเมืองอื่นๆ ควบคู่กันไป สำหรับท่านใดสนใจประเทศไหน ก็เลือกเดินทางกันได้ ตั้งแต่ เดือนกันยายน เป็นต้นไป จน ถึงปลายเดือนมีนาคมกันเลยเชียว
คุณอาจจะสนใจบทความที่ใกล้เคียง?
ที่มา: สำเนาหน้าเว็บเดิมใน Internet Archive (24 November 2020)